การเขียนบันทึกการเที่ยวในทริปนี้ ถือเป็นครั้งแรก ซึ่งก็ไม่ได้ถึงขั้นอยากให้เป็นรีวิวเป็นแนวทางให้คนอื่นหรอกค่ะ แค่อยากเขียนไว้ จดจำไว้ ว่าวันนึง เราเคยไปเที่ยวที่นี่ แล้วเป็นยังไง ไม่อยากให้มันเลือนหายไปกับกาลเวลา เลยเลือกที่จะสร้าง Blog ขึ้นมา เพื่อไว้บันทึกขำ ๆ ตามภาษาสนุก ๆ อ่านแล้วไม่เครียด ไม่วิชาการ ไว้เผื่อวันนึง กลับมาอ่านแล้วทำให้ยิ้มขึ้นมาได้ อย่างน้อยมันก็เป็น "ความทรงจำครั้งนึงที่ต้องตราตรึงไว้ในใจ"
ถือเป็นการเดินทางท่องเที่ยวท่องต่างประเทศครั้งแรกเลยค่ะ ซึ่งตื่นเต้นมากจริง ๆ ถึงแม้จะเป็นประเทศที่สามารถเดินทางโดยการนั่งเรือข้ามไปแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาทีก็ตาม สมาชิกทุกคนที่ไม่เคยไปก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันเลยคะ
สมาชิกที่เดินทางไปด้วยกันมี ผู้ชาย 1 คน ตุ๊ด 4 คน รวมทั้งหมด 5 ชีวิตค่ะ
1. พี่เหน่ง เธอคนนี้คือตัวแม่ของการพาน้อง ๆ เที่ยวค่ะ ประวัติการท่องเที่ยวของนางประมาณว่าเที่ยวมาแล้วประมาณ 21 ประเทศ นางก็เลยเป็นไกด์นำน้อง ๆ backpack เปรี้ยวเยี่ยวราดไปกับนาง รวมทั้งการวางแผนในการพาไปเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ ในแต่ละวันในทริป " ลังกาวี " ค่ะ
2. เจ้าหญิง ( เจ้าของบล็อค ) นี่คือประเทศแรกจริง ๆ ค่ะที่ชั้นได้มีโอกาสเที่ยวต่างประเทศ ตื่นเต้นมาก อ๊ายยยยยยยยยยย ซึ่งในทริปนี้่ ทุกคนต่างโหวตให้ชั้นเป็นคนป่วนสุดในทริป แต่ส่วนตัว ไม่นะค่ะ ไม่เลย ไม่ได้ป่วน .... อิอิ
3. วีวี่ ( The Hulk )น้องใหม่เหมือนดิชั้นเลยค่ะ ในการท่้องเที่ยวต่างประเทศ นางก็ตื่นเต้นไม่แพ้ดิชั้น แต่ตื่นเต้นที แผ่นดินสะนั่นหวั่นไหวค่ะ แทบจะแตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ ชีไม่ป่วนค่ะทริปนี้ แต่ชีเป็นยักษ์่ค่ะ !!
4. เบลล่าโบ๋ นางเทยหุ่นล่ำอีกคน ที่ต้องพาไปค่ะ นางเริ่สในการทำอาหาร แต่กว่าจะได้แดกแต่ละที รอเป็นครึ่งคืนค่ะ แต่ก็คุ้มค่าแก่การรอคอยนะคะ อร่อยเหาะค่ะ นางนี่แหละคะ ที่ดิชั้นคิดว่าคือตัวป่วนตัวจริง สารพัดอย่างที่นางทำให้ทริปนี้ป่วน เยอะมากค่ะ รายละเอียดจะมีตามมาในทีหลังค่ะ และนางเองก็เป็นมือใหม่ของการเที่ยวต่างประเทศเช่นกันค่ะ
5. น้องสอน ผู้ชายคนเดียวในกลุ่ม โอ๊ยยยย ตื่นเต้น ๆ ไม่แพ้กับนางเทยอีก 3 คนค่ะ ครั้งแรกของชีเช่นกัน ถามอะไร ให้ทำอะไร ชีตอบว่า อะไรก็ได้ เลยทำให้ได้ใจนางเทยไปเลยค่ะ เป๊ะ !!! แต่ถามว่าป่วนมั้ย.. ? เอ๊ะ !! เหมือนจะ หรือ ป่วนไปเต็ม ๆ อ๊ายยยยยยย ต้องรออ่านค่ะ
...............................
22 - 25 กุมภาพันธ์ 2556 ......... ทริปลังกาวี นี่นี้ตุ๊ดครอง !!!
พวกเรา 4 คนนับวันรออย่างใจจดใจจ่อมากค่ะ กับทริปลังกาวีทริปนี้ เพราะเป็นครั้งแรกของการได้ไปเที่ยวต่างประเทศ แต่เจ้าแม่อีกคน ชีคงเฉย ๆ กับทริปนี้ แต่ก็ได้ชีนี่แหละคะ ในการจัดแจงจัดการทุกอย่างทั้งเรื่องที่พัก ทั้งเรื่องโปรแกรมเที่ยวของพวกเราในแต่ละวัน
วันที่ 22 เราเริ่มเดินทางออกจากนครศรีธรรมราช เวลาประมาณ 13.00 ซึ่งจริง ๆ แล้ว เรานัดกันไว้ว่าจะออกเวลาประมาณ 12.00 น. แต่มีคนตัดริบบิ้นชิงป่วนเป็นคนแรกเลยค่ะ .... ใครค๊ะ มันคือใคร ?????
นางเบลล่าโบ๋นี่เอง อ๊ายยยยยยยยย ชั้นทั้งตื่นเต้น ทั้งรอ ขี้หดตดหาย ก็เป็นอันว่าต้องรอเบลล่าโบ๋อาบน้ำแต่งตัว จากต้องออกเที่ยงตรง กลายเป็นต้องออกบ่ายโมงค่ะ เพลียจริง ๆ -_-" บ่ายโมงพี่เหน่งชีก็ขับน้องเฟื่องฟ้าคันงามเลี้ยวขวับมารับเจ้าหญิงถึงวัง พร้อมสมาชิกอีก 3 คน ในการเดินทางไปครั้งนี้ เราได้ขับรถกันไปเองค่ะ คือรถของพี่เหน่ง ชื่อน้องเฟื่องฟ้า ในการพาเราไปถึงยังที่หมายอย่างปลอดภัย ก่อนเดินทางไปพวกเราเอง ไม่ได้กินอะไรกันเลยค่ะ บอกตรง ๆ หิวมาก !!! เลยไปพักแวะกินข้าวกันประมาณ 30 นาที กินเสร็จลุยกันต่อ !!! ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากนครศรีธรรมราช ไปถึงสตูล ใช้เวลาประมาน 4 ชั่วโมงไปถึงสตูลก็ประมาน 6 โมงเย็นประมาณนี้ค่ะ ไปถึงสตูลก่อนนะคะ ยังคะ ... ยังไม่ได้ไปลังกาวี คือเราต้องนอนที่สตูล 1 คืน เพื่อที่รุ่งเช้าเราจะได้ทันเรือออกจากท่าเรือตำมะลังขาแรก ในเวลา 09.30 น. ค่ะ ซึ่งที่พักที่เราพักในสตูล คือ บ้านเพื่อนรุ่นน้องของพี่เหน่งค่ะ ไม่ต้องไปเช่าโรงแรมนอนประหยัดไปอีก ทุกคนช๊อบชอบ !!! ซึ่งวันนั้นที่เราไปพักเพื่อนพี่เหน่งไม่อยู่ มีแต่พ่อกับแม่อยู่ ซึ่งต้อนรับพวกเราดีมาก บ้านพักสะบายมาก แอร์เย็นฉ่ำ แต่ิืดิชั้น กับ เบลล่า นอนถอดเสื้อ ??? มันคืออะไรค่ะ เปิืดแอร์ แต่ นอนถอดเสื้อ นี่มันยังไงคะ ถอดตอนไหนไม่รู้ตัวด้วยนะคะ .... No ค่ะ ไม่มีเรท X อย่าคิดลึก เรื่องจริงมันมีอยู่ว่า ในห้องนั้น มีดิชั้น พี่เหน่ง เบลล่า นอนด้วยกัน ก่อนนอนเปิดแอร์กันเย็นฉ่ำสบายรู แต่ตกดึกสิ เอ๊ะ !! ทำไมชั้นร้อน เหนียวตัวไปหมด มีคนป่วนอีกแล้วค่ะ อ๊ายยยยยยยยยยยยย ดิชิด(พี่เหน่้ง) นี่เอง ชีหนาวชีเลยป่วนปรับอุณภูมิแอร์ในห้อง แต่ชั้น 2 คน สิค่ะ คิดบ้างมั๊ยค่ะ ว่านางเทย 2 คน นอนร้อน อดรนทนไม่ไหว ต้องถอดเสื้อผ้าโป๊เปลือยไปตาม ๆ กัน .......... -_-"
มาร์คหน้าใส ๆ ก่อนไปลังกาวี
ตื่นค่ะ ตื่นนนนนนนนนนน เช้าแล้ว อาบน้ำเด๊วไม่ทันเรือนะค๊ะ ทุกคนช่วยกันปลุกให้อาบน้ำแต่งตัวเพื่อที่จะเดินทางไปยังท่าเรือตำมะลังในทันเรือในรอบเช้า คุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนพี่เหน่ง ซื้ออาหารเช้ามาให้กินกัน เยอะม๊ากกกกกกกกกก อิ่มเปรมไปตาม ๆ กันค่ะ และแล้วก็ได้เวลาออกเดินทาง ตอนออกเดินทางฝนตกหนักค่ะ แต่งตัวสวยกันสุดริด ผมเผ้าเซตกันสุดริด แต่โดนฝน สุดท้ายสภาพอัปปรีย์สุดริด รองเท้าใหม่ชั้นสีขาวจั๋ว โดนนฤนาท(น้องสอน) เจิมให้อย่างไม่ตั้งใจ แอบกรี๊ด แต่ไม่แคร์ เพราะผู้ชายเจิม ลองกะเทยเจิมสิคะ ด่าไปจนถึงลังกาวีโน่นแหละคะ .... เรื่องจริง !!! อ่อ ส่วนน้องเฟื่องฟ้า ก็ฝากไว้ที่บ้านเพื่อนพี่เหน่งเพื่อให้น้องได้พักจากการที่แบกน้ำหนักกะเทยแต่ละนางซึ่งไม่น้อยเลยจริง ๆๆ ....
ขอบคุณรูปจากคุณ : wut3616 จากเวป pantip
ขอบคุณรูปจากคุณ : wut3616 จากเวป pantip
ขอบคุณรูปจากคุณ : wut3616 จากเวป pantip
ขอบคุณรูปจากคุณ : wut3616 จากเวป pantip
ในที่สุดก็มาถึงท่าเรือตำมะลังค่ะ ตารางเดินเรือจาก ท่าเรือตำมะลัง ไป เกาะลังกาวี มาเลเซีย มีวันละ 3 รอบ คือ 9.30
, 13.30 , 16.00 น. ตามเวลาไทย ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 15 นาที
ค่าเรือคนละ 300 บาท ไปกลับก็ 600 บาท
ต้องใช้พาสปอร์ตในการซื้อตั๋วเรือด้วยนะคะ
(ไปลังกาวีสามารถทำบัตรผ่านแดนชั่วคราวได้ แต่ไม่แน่ใจว่าไปได้กี่วัน
มีเงื่อนไขอะไรบ้าง แนะนำว่าพกพาสปอร์ตไปสะดวกกว่คะ
เพราะต้องใช้ผ่านตอนขึ้นเรือ และขาเข้าจากลังกาวีกลับสตูล) กะเทยก็จัดแจงกรอกแบบฟอร์มคนเข้าเมือง แล้วก็ไปแลกเงินค่ะ แล้วก็มาเข้าแถวยืนรอ เพื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อที่จะขึ้นเรือค่ะ
.... อ๊ายยยย มีเรื่องป่วนอีกแล้วค่ะ คือตอนขับรถมาสตูลเราได้แวะร้าน บ้านขนมลุง ซื้อขนมติดไม้ติดมือมาเยอะแยะ รวมแล้วประมาน 600-700 ได้ค่ะ แต่ ??? อินางเบลล่าอีกแล้วค่ะ มันลืมไว้ในรถ เริ่สมั๊ยละคะ
แล้วมาหาว่าดิชั้นป่วนทริป ทีนี้รู้รึยังค่ะ ใครป่วน ???
.... อ๊ายยยย มีเรื่องป่วนอีกแล้วค่ะ คือตอนขับรถมาสตูลเราได้แวะร้าน บ้านขนมลุง ซื้อขนมติดไม้ติดมือมาเยอะแยะ รวมแล้วประมาน 600-700 ได้ค่ะ แต่ ??? อินางเบลล่าอีกแล้วค่ะ มันลืมไว้ในรถ เริ่สมั๊ยละคะ
แล้วมาหาว่าดิชั้นป่วนทริป ทีนี้รู้รึยังค่ะ ใครป่วน ???
กรี๊สสสสสสสสส เมื่อยตูดเบา ๆ ในที่สุดก็ถึงซะทีค่ะ ลังกาวี ดินแดนแห่งมนต์ขลัง ลงจากเรือเดินมาผ่านตรวจคนเข้าเมือง มีน้าอินทร์รอรับอยู่ ตรงที่ท่าเรือจะมีศูนย์การค้าเล็ก ๆ คล้าย ๆ ห้างมีชอปน้ำหอมดิวตี้ฟรีหลายยี่ห้อมากค่ะ ยั่วน้ำลายสุดริด ร้านขายเสื้อผ้า ชอคโกแลต มี KFC , Starbuck ที่เช่ารถแท๊กซี่ไว้บริการนักท่องเที่ยวเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด แต่พวกเราไม่ต้องค่ะ สวย เริ่ส เชิ่ดใส่ !!! เราโชคดีในเรื่องที่พักมากค่ะ เพราะพี่เหน่งชีมีญาติซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของชี มีครอบครัวที่ลังกาวี คือ น้ามัน (น้าเขย) กับ น้าอินทร์ แล้วก็น้าแข (ชีเป็นสาวสวยแห่งเกาะลังกาวีเลยก็ว่าได้ค่ะ ... ชีเป็นเพศเดียวกับดิชั้น อิอิ ) เลยสะดวกในเรื่องที่พัก สะดวกในเรื่องอาหารการกิน สะดวกในเรื่องรถในการเที่ยวของเราในแต่ละวัน ......... เจอน้ามัน ซึ่งเป็นน้าเขยของพี่เหน่ง ก็ทักทายสวัสดีกันไปตามประสา ขึ้นรถ เดินทางไปบ้านน้าอินทร์ เพื่อไปพักผ่อน กินข้าว แล้วลุยกันต่อ .... แต่ยังคะ ยังก่อน ไม่ใช่กลับไปบ้านตอนนี้ ก่อนกลับไปพักผ่อนที่บ้าน น้าอินทร์มีร้านขายข้าวแกง เลยแวะให้เรากินให้อิ่มก่อนไปพัก ซึ่งงงงงงงง จุดนี้บอกตรง ๆ น้าอินทร์ชีมีอะไร ชีเอามาให้กินหมด ยัดกันแทบไม่ลงเลยทีเดียว เพราะอาหารเยอะมว๊ากกก !!! ถึงขั้นต้องปลดตะขอกางเกงกันเลยทีเดียวคะ แน่นไปหมด หดพุงก็แล้ว แต๊บพุงก็แล้ว ไม่ได้เลยจริง ๆ ค่ะ ของคาวเสร็จ ชีต่อด้วยของหวาน ไม่ให้ขาดตอนกันเลย ............ อ๊ากกกกกกกกก อิ่มค่ะ !!! ทีนี้กินจนแน่นแล้ว ได้เวลาที่จะต้องกลับบ้านไปพัก ไปปล่อยของให้มันหายแน่น เก็บแรงไว้สำหรับโปรแกรมต่อไป !!!
โดยส่วนตัวก่อนจะไปเที่ยวได้ดิชั้นได้ทำการศึกษาข้อมูลมาบ้างเล็กน้อย ถึงสิ่งที่น่าสนใจในลังกาวจากการที่ได้อ่านในเวปต่าง ๆ รู้สึกชอบและหลงไหลใน " ตำนานพระนางมัสสุหรีแห่งลังกาวี " ทำให้ดิชั้นอยากไปเห็น อยากไปดูสถานที่ เพื่อจะได้อิงกับเรื่องราวที่ได้อ่านมา บอกตรง ๆ ว่าจุดมุ่งหมายของการไปลังกาวีครั้งนี้ คือ Mahsuri Tomb หรือสุสานนางมัสซูรี
"ยินดีจะเสียชีวิต
แต่ถ้าบริสุทธิ์ขอให้เลือดตัวเองเป็นสีขาว
และขอให้เกาะลังกาวีไม่มีความเจริญ ไม่ให้พบกับสันติสุขไปจนถึง 7 ชั่วโคตร"
นี่คืออาถรรพ์คำสาปที่ "พระนางเลือดขาว" หรือ "พระนางมัสสุหรี"
ได้เอ่ยปากสาปแช่ง "เกาะลังกาวี" ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์...
"เกาะ ลังกาวี" (Langkawi) ตั้งอยู่ในทะเลอันดามัน ใกล้ฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรมาเลเซีย อยู่ในรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ตรงข้ามกับเกาะตะรุเตา ใกล้กับชายแดนไทย อยู่ห่างจากเมืองกัวลาเปอร์ลิส ประมาณ 30 กิโลเมตร และเมืองกัวลาเคดะห์ 51 กิโลเมตร แต่เดิมเกาะลังกาวีเคยเป็นดินแดนของเมืองไทรบุรีที่ตั้งโดยชาวไทยที่เป็น สยามอิสลาม อยู่กับอาณาจักรสยามมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงรัชกาลที่ 5 และได้เสียดินแดนส่วนนี้ให้กับประเทศอังกฤษในที่สุด
สำหรับเรื่องราวของ พระนางเลือดขาว
หรือพระนางมัสสุหรี เป็นหญิงสาวชาวภูเก็ตที่อนุชาองค์สุลต่านแห่งลังกาวี
ทรงเลือกเป็นคู่ครอง เนื่องจากพระนางเป็นหญิงสาวที่มีความเพียบพร้อม
ทั้งงานบ้านงานเรือนและความสวยงาม ทั้งๆ
ที่ทางราชวงศ์ได้คัดเลือกหญิงสาวชาวลังกาวีหลายคนให้พระอนุชาเลือก
แต่ก็ไม่ถูกใจ กลับมาถูกใจสาวไทยชาวภูเก็ต
พระนางมัสสุหรี มาอยู่กับพระอนุชาของสุลต่านในฐานะพระชายาองค์รอง แต่ด้วยเหตุที่พระชายาองค์ใหญ่ ซึ่งมีฐานะเป็นปะไหมสุหรี มีบุตรเป็นหญิง ส่วนพระนางมัสสุหรี มีบุตรเป็นชายชื่อ "วันฮาเกม" ตามกฎของสำนักพระชายาที่มีบุตรเป็นชายจะได้รับตำแหน่งปะไหมสุหรี ทำให้ชาวลังกาวีที่เป็นพระญาติของปะไหมสุหรีองค์เดิมเก็บความอิจฉาไว้ลึกๆ
หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้เกิดสงคราม มีเหตุให้พระอนุชาขององค์สุลต่าน ซึ่งเป็นพระสวามีของพระนางมัสสุหรี ต้องเดินทางออกรบกับกองทัพไทยที่บุกมาโจมตี ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของผู้ที่ปองร้ายคิดร้าย ต่างหาเรื่องสร้างสถานการณ์ว่า พระนางมัสสุหรีแอบคบชู้ ทำให้องค์สุลต่านตัดสินประหารชีวิตพระนางมัสสุหรีด้วยกริช โดยที่สวามีของนางไม่อาจกลับมาช่วยเหลือได้ทัน
ซึ่งก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ พระนางมัสสุหรีได้อธิษฐานว่า "หากนางไม่มีความผิด ขอให้โลหิตที่หลั่งออกมาเป็นสีขาวเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนาง และขอให้เกาะลังกาวีไร้ความเจริญไป 7 ชั่วคน"
แต่เมื่อเพชฌฆาตลงคมกริชประหาร คมกริซนั้นกลับไม่ระคายผิวนางเลย
เมื่อเป็นเช่นนี้พระนางมัสสุหรีจึงบอกกับเพชฌฆาตให้กลับไปนำกริชพิเศษของต้น
ตระกูลจากบ้านของนางมา และเมื่อคมกริชจรดลงไปบนคอของนาง
โลหิตสีขาวก็พวยพุ่งขึ้นข้างบนราวกับเป็นร่มโดยไม่ตกลงบนพื้นดินเลย
องค์สุลต่านเองก็ช่วยชีวิตพระนางไม่ได้ เพราะพระนางมัสสุหรีเสียเลือดมากแล้ว ด้าน
พี่ชายของพระนางมัสสุหรีเกรงว่าหลานชายวัย 5 เดือน
ทายาทคนเดียวของพระนางมัสสุหรีจะมีภัย จึงนำลงเรือล่องมายังเกาะภูเก็ต
และเริ่มตั้งรกรากที่นี่ โดยโอรสของพระนางมัสสุหรีเติบโตขึ้นมีนามว่า
"โต๊ะวัน" นับเป็นทายาทรุ่นที่ 1
สำหรับ
สุสานของนางมาซูรีนั้น มีสุสานที่สร้างด้วยหินอ่อน
และคำจารึกภาษามาเลเซียและภาษาอังกฤษ ซึ่งจัดสร้างทำขึ้นภายหลัง
มีข้อความว่า . . .
MAHSURI BINTI PANDAK MAYAH
MAHSURI A VICTIM OF TREACHERY AND JEALOUSY WAS SENTENCED TO DEATH IN 1235 HIJRAH OR 1819 A.D. AS SHE DIED SHE LAID A CURSE ON THE ISLAND "THERE SHALL BE NO PEACE AND PROSPERITY ON THIS ISLAND FOR A PEROID OF SEVEN GENERATIONS''
แปลความได้ว่า . . .
มัสสุ หรีผู้รับเคราะห์กรรมจากการทรยศหักหลัง และความอิจฉาริษยาจนถูกตัดสินให้นางถึงแก่ความตายลง เมื่อศักราช (อิสลาม) 1235 หรือ คริสต์ศักราช 1819 (พ.ศ. 2362) นางสิ้นชีวิตลงพร้อมกับคำสาปแช่งที่แห่งนี้ว่า ''จะไม่เกิดสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองบนเกาะแห่งนี้ เป็นเวลา 7 ชั่วอายุคน''
MAHSURI BINTI PANDAK MAYAH
MAHSURI A VICTIM OF TREACHERY AND JEALOUSY WAS SENTENCED TO DEATH IN 1235 HIJRAH OR 1819 A.D. AS SHE DIED SHE LAID A CURSE ON THE ISLAND "THERE SHALL BE NO PEACE AND PROSPERITY ON THIS ISLAND FOR A PEROID OF SEVEN GENERATIONS''
แปลความได้ว่า . . .
มัสสุ หรีผู้รับเคราะห์กรรมจากการทรยศหักหลัง และความอิจฉาริษยาจนถูกตัดสินให้นางถึงแก่ความตายลง เมื่อศักราช (อิสลาม) 1235 หรือ คริสต์ศักราช 1819 (พ.ศ. 2362) นางสิ้นชีวิตลงพร้อมกับคำสาปแช่งที่แห่งนี้ว่า ''จะไม่เกิดสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองบนเกาะแห่งนี้ เป็นเวลา 7 ชั่วอายุคน''
............... นี่แหละค่ะ คือสิ่งที่ชั้นหลงไหลในดินแดนแห่งนี้
สถานที่เที่ยวต่อไป คือ Oriental Village&Langkawi Cable Car
Langkawi Cable Car เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับ 1 ที่ตุ๊ดอย่างพวกชั้นพาดไม่ได้เลย ตุ๊ดมาลังกาวีทั้งที ถ้าไม่ได้ขึ้นเคเบิลคาร์ ก็เหมือนมาไม่ถึง อ๊ายยยยยย สำหรับดิชั้นเอง ชิวมากค่ะ สบาย เรื่องผจญภัย เสี่ยง ๆ เจ้าหญิงอย่างดิชั้นชอบ นี่คือความรู้สึกที่กร่างออกมา ก่อนที่จะได้ขึ้นเคเบิ้ลคาร์ เป็นครั้งแรกนะคะ ก็เป็นอันตกลงว่าทุกคนจะลุยกับเคเบิ้ลคาร์ ไปยืนต่อแถวซื้อตั๋วแบบสวย ๆ ชิว ๆ ตื่นเต้นเบา ๆ ชิวจะตาย ไม่เห็นน่ากลัวเลย เสร็จจากซื้อตั๋ว ก็มาต่อแถวรอคิวค่ะ เพื่อจะขึ้นเคเบิ้ลคาร์ โชคดีมากค่ะ ที่วันนี้นักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก เลยรอแปปเดียวก็ได้ขึ้น พอได้ขึ้นคะคุณขาาาาาาาาาาาา อ๊ายยยย เยี่ยวหดตดหายค่ะ กรี๊สกร๊าด ไม่เป็นภาษา ยิ่งตอนเคเบิ้ลคาร์มันแกว่งไกว แล้วมองไปด้านล่าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายคิด นึกขึ้นมาหมดค่ะ เท่าที่จำได้ในประเทศไทยนึกในใจขึ้นมาหมด ห้ามเปล่งออกมาเป็นวาจาค่ะ ไม่งั้นจะเสียเชิงได้ ว่าเรากลัว !!!!! นึกในใจได้อย่างเดียว แต่ถึงจะนึกขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองในใจเงียบกริบขนาดไหน คุณลองคิดดูสิคะ ว่าพวกดิชั้นจะเก็บอาการได้มั้ยยยยย ไม่ไหวละค๊าอกอิแป้นจะแตกกกก จริง ๆ ทำให้เยี่ยวเล็ดได้จริง ๆ ค่ะ
ส่วนวิวของด้านบนที่เราได้ขึ้นไปถ่ายรูปกัน มองไกลสุดลูกหูลูกตา สวยมาก ๆ อากาศดี ลมพัดแรงนิดนึงแต่สวยจริง ๆ ค่ะ
ขึ้นไปชมวิว ก็ต้องถึงคราวที่ต้องมาต่อคิวนั่งเคเบิ้ลคาร์กลับลงมายังที่เดิมแล้วหล่ะค่ะ ระหว่างนั่งกลับ ระทึกเหมือนเดิม กรี๊ดกร๊าดกันสุดพลัง อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย เสร็จจากเคเบิ้ลคาร์ ก็เดินชมใน Oriental Village กันต่อ มีร้านขายของที่ระลึก ขายเสื้อผ้า กระเป๋า อาหาร ต่าง ๆ นา ๆ มากมายก่ายกองค่ะ แล้วก็มาช่วงที่ระทึกเช่นเคยค่ะ นั่นก็คือ ถ่ายรูปกับเจ้าเหลือม แหวะ !!! ชั้นขอบอกเลยค่ะ ไม่แน่นอน แหยงค่ะ พี่เหน่งชีท้าคนโน่นคนนี้ให้วุ่นวาย แต่ตัวเองกลับไม่กล้าค่ะ ซึ่งดิชั้นก็ออกตัวก่อนเลยไม่แน่นอนค่ะ แต่มีบุรุษนามนึง หนึ่งเดียวในทริปนี้ เหมือนจะกล้า แต่แอบแหยงอยู่ในใจ ดูจากรูปสิค่ะ อิอิ
ไหวป๊ํะ ???? นฤนาท !!!
หิวมั๊ยลูก ??? นี่คือเสียงของน้าอินทร์ค่ะ เหมือนจะเป็นเสียงสวรรค์ แต่อีกทางนึง เหมือนมีสัญญาณอะไรจะบอกพวกเราว่า อ๊ายยยยยยย โดนยัดอีกแน่นอน ชีจะถามแต่คำถามนี้ ประโยคนี้ หิวมั๊ยลูก ???
กินให้หมดนะลูก ??? พวกเราได้แต่ พยักหน้า แล้วกิน บางทีถึงขั้นทอดกลืนกันเลยทีเดียวค่ะ พล่ามมาซะขนาดนี้ มาถึงสิ่งที่ตัวดิชั้นเอง และ นฤนาท ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่า ไม่ปลื้มเอาซะเลย นั่นคือเรื่อง ข้าวปลาอาหาร ของลังกาวี !!!! คือ วันนั้นค่ะกลับจาก Oriental Village ก็หาร้านกินข้าวกัน ระหว่างทางขับรถหาร้านกินข้าว ก็ชมวิว โน่น นี่ นั่น ดิชิดเองก็พล่ามว่า นี่คืออะไร นั่นเป็นอย่างนี้ ตามประสาชี แต่พวกดิชั้นเหลือบไปเห็น คุณประกิจคะ คือลิงนั่นเอง ที่ป่าข้างทางมีให้เห็นประปราย บางที่เห็นหมูป่าด้วยนะคะ ซึ่งชั้นไม่อยากเกี่ยวข้องกับหมูป่าแน่นอน ไม่ว่าในทางรูปร่าง หรืออะไรก็แล้วแต่ อ๊ายยยยยยยยย
ชมวิว ทิวทัศน์ไปเรื่อย ก็ถึงร้านข้าวแล้วค่ะ คนเยอะพอสมควร น้าอินทร์บอกร้านนี้อร่อย คือจะอธิบายก่อนนะคะ ร้านขายข้าวแกงที่ลังกาวี เค้าจะขายแบบ ให้ตักข้าว ตักกับข้าวเอาเอง จะกินอะไรเท่าไหร่ ยังไง ตักเต็มที่ค่ะ ตักเสร็จ ถือไปจ่ายตังที่โต๊ะคนขาย เค้าก็จะคิดตามที่ตักมากินนั่นแหละคะ ซึ่งชอบมากกับวิธีขายแบบนี้ของเค้า เริ่สค่ะ !!! ไปถึงค่ะอาหารในร้านเค้า มีประมาน 30 อย่างได้มั่งค่ะ เชื่อมั๊ยค่ะ ดิชั้นไม่โปรดสักอย่าง คือไม่ไหวจริง ๆ มันไม่ถูกปาก มันไม่ชอบ อธิบายไม่ถูกค่ะ จำได้ว่า ตักมาแค่ ไก่ต้มชิ้นเล็ก ๆ 1 ชิ้น กับปลาเค็มทอด 1 ชิ้น ซึ่งตามจริงแล้วดิชั้นควรจะแดกมากกว่านั้น แต่กินไม่ลงจิง ๆ มันไม่ถูกปากเลย ไม่อร่อยเอาเสียเลย ซึ่งนฤนาทเองก็คิดเหมือนกัน
น้องแมวที่ร้านข้าว ร้อนถึงขั้นต้องไปอยู่ในตู้เย็นเลยค่ะ อิอิ
เสร็จจากการกินข้าวเราก็ไปขับรถดูในเมืองกันค่ะ ไปร้านขายชอคโกแลต ไปตลาดนัดตอนเย็น
ร้านขายชอคโกแลตเยอะค่ะ แล้วก็ราคาถูกด้วยค่ะ แต่ดิชั้นไม่ได้ Like ชอคโกแลตเลยค่ะ เฉย ๆ มาก
ก็ลงไปดู 3-4 ร้าน แล้วก็ไปเดินตลาดนัดตอนเย็น ไปซื้อของกินกลับบ้านกัน ซึ่งมีให้เลือกซื้อเลือกหาเยอะแยะมากมายก่ายกอง เปรียบก็เหมือนตลาดเปิดท้ายบ้านเราอ่ะคะ เสื้อผ้า ของกิน ของสด ตั้งขายเยอะแยะ มีร้านขายลูกชิ้นลวกซึ่งเค้าจะให้เราเลือก ๆ ใส่จาน จะใส่ผักด้วยหรือไม่ก็ได้ มีอาอาหารแปลก ๆ ก็เยอะเหมือนกัน สิ่งที่แปลกก็คือ พี่เหน่งบอกว่า ที่มาเลเซียเค้าจะไม่นิยมรถกระบะกันคะ เพราะมันผิดกฎหมายถ้าบรรทุกคนหลังกระบะ เค้าเลยไม่นิยมซื้อกัน ส่วนมากจะเป็นรถอเนกประสงค์ อย่างเช่น Toyota Avanza อะไรแบบนี้ค่ะ แล้วราคารถบ้านเค้าก็ราคาถูกด้วยค่ะ บ้านเราแพงกว่าเยอะ แล้วที่สะดุดตาค่ะก็คือ ทีตลาดมีพ่อค้าแม่ขาย ขายอาหารทะเลสด ๆ รู้มั้ยค่ะเค้าบรรทุกมาขายด้วยรถอะไร รถเก๋งค่ะ !!! ... เออแปลกดี ได้ของกินกันพอประมาณ ตอนนี้เหนื่อยแล้วค่ะ อยากกลับบ้าน ไปอาบน้ำ แล้วก็นอน อิอิ ว๊ายยยยยยยยยยย เอาอีกแล้วค่ะ มีเรื่องป่วนอีกแล้วค่ะ ดิชิดเรียกดิชั้นไปตรงที่ประตูข้างบ้าน
แล้วบอกว่า ห้ามฉี่ตรงนี้นะ ห้ามมาเดินแถวนี้นะ เพราะว่าเป็น "หลุมฝังศพ" .... เอ่อคือ ใช่เรื่องป่ะที่จะต้องมาบอก คือชั้นไม่ฉี่ข้างนอกแน่นอน ห้องน้ำมี คือไม่ต้องบอกชั้นก็ได้ปะ บอกทำไมค่ะ เพราะอะไรรู้มั้ยค่ะ ห้องนอนที่พวกดิชั้นนอน เจ้าหลุมฝังศพที่ว่านี้มันอยู่ติดกับหน้าต่างห้องนอนเลยค่ะ หลอนมั้ยละคะ ซึ่งชีบอกว่า กลางค่ำกลางคืน คนที่นอนข้างนอกห้อง จะมีคนมาเล่นด้วย มากวนไม่ให้นอน ซึ่งน้าแขเองโดนมากับตัวแล้ว แต่ดิชั้นไม่เชื่อคะ กลัวว่าดิชิดจะอำชั้น ชั้นเลยถามน้าแข แล้วบอกให้ดิชิดหยุด ห้ามพูด กลัวว่าเค้าจะเตี้ยมกันมาก่อน ............. แต่คำตอบจากน้าแข คือเรื่องจริงค่ะ คืนนั้น ดิชั้นต้องนอนบนเตียงกับวีวี่ อิวีวี่ตัวคงเล็กมากกกกกกกกกก นอนเบียดชั้นสุดพลัง เพราะมันก็กลัว มันนอนติดหน้าต่าง
ให้ดิชั้นนอนตรงนั้นไม่มีทางแน่นอนค่ะ ชัวร์ !!!! พยายามข่มตา แต่ก็ไม่ถึงกลัวมากคะ แค่เกรงใจ เพราะพวกเรามีักัน 5 คน อย่างน้อย ๆ สู้ไหวคะ ว๊ายยยยยยยยยยยย ชั้นพูดอะไรออกไป ก็นอนหลับกันไป
ตื่นเช้าขึ้นมาค่ะ วีวี่มันบอกว่า ดิชั้นนอนละเมอ ทั้งตบ ทั้งตี นังวีวี่ จนเจ็บไปหมด อิอิ ดิชั้นไม่ได้ป่วนค่ะ แค่ละเมอเฉย ๆ
ให้ดิชั้นนอนตรงนั้นไม่มีทางแน่นอนค่ะ ชัวร์ !!!! พยายามข่มตา แต่ก็ไม่ถึงกลัวมากคะ แค่เกรงใจ เพราะพวกเรามีักัน 5 คน อย่างน้อย ๆ สู้ไหวคะ ว๊ายยยยยยยยยยยย ชั้นพูดอะไรออกไป ก็นอนหลับกันไป
ตื่นเช้าขึ้นมาค่ะ วีวี่มันบอกว่า ดิชั้นนอนละเมอ ทั้งตบ ทั้งตี นังวีวี่ จนเจ็บไปหมด อิอิ ดิชั้นไม่ได้ป่วนค่ะ แค่ละเมอเฉย ๆ
รุ่งเช้าขึ้นมา วันสุดท้ายของทริปลังกาวี ดิชั้นตื่นหลังสุด อิอิ วันนี้คิดกันไว้ว่าจะไปซื้อชอคโกแลต ไปดูของฝาก แล้วก็กลับมานอน ตื่นขึ้นมากินข้าว แล้วกลางคืน ไปตระเวณราตรีกัน ก็ไปหาซื้อของฝากโน่นนี่นั่นของแต่ละคน เสร็จสรรพค่ะ กลับมาเหนื่อยมาก ดิชั้นขอนอนก่อนเลย ขอบอกว่า เป็นการนอนที่สบายมากกกก หลับลึกมากกกกก เพราะตอนที่พวกเรานอนเอาแรงกันตอนกลางวันฝนตกหนักมากค่ะเลยทำให้นอนหลับสบาย แล้วก็เช่นเคยค่ะ ดิชั้น ตื่นหลังสุด อิอิ ตอนพวกเรานอน มีสาวที่เก่งการทำอาหารนั่นคือเบลล่าค่ะ ชีไปจ่ายตลาดกับน้าแข เพื่อไปซื้อหาอาหารมาทำให้พวกเรากินกัน เมนูที่ชีจะทำให้เรากินคือ ปลาสามรส ปลาทอด ปลาราดพริก ส้มตำ แต่อย่างที่บอกว่า กว่าจะได้แดกกัน รอกันนานม๊ากกกกกกก ระหว่างที่นั่งดื่มด่ำกับรสชาติอาหารที่เบลล่าทำให้กิน ก็พูดคุยถึงเรื่อง มิติลี้ลับ เรื่องราวเกี่ยวกับบ้านที่เราพักอยู่ รวมทั้งสถานที่ ที่บ้านหลังนี้อยู่ นั่นคือ ป่าช้า !!! ห๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาา อิดอกกกกกกกกกก
ตายแล้ว ๆ ๆ ๆ ป่าช้า อ๊ายยยยยยยย หลอนเลยค่ะ จะไปห้องน้ำแต่ละที หันซ้าย หันขวา มองหน้า มองหลัง กันสุดริด หลอนจนทำให้กลัว เข้าไปขี้ที ไปอาบน้ำที ดิชั้นต้องพกโทรศัพท์เพื่อที่จะเอาไปเปิดเพลงไม่ให้เงียบกริบ ไม่ให้รู้สึกว่าบรรยากาศมันวังเวง ทีนี้ได้เวลาไปเปรี้ยวกันตอนกลางคืนแล้วหล่ะคะ เราก็ขับรถกันไปเอง เซิ้งเอง จัดเอง สุ่มสี่สุ่มห้ากันไปเอง ถามทางบ้างอะไรบ้างนิดนึง เพราะไปไม่ถูก อิอิ ไปย่านที่มีนักท่องเที่ยวฝรั่งเยอะ คิดว่ามันน่าจะคึกคัก ส่วนเบลล่าชีมีจุดมุ่งหมายคือ ไปพวกผับ บาร์ อะไรพวกนี้ ก็พาชีเข้าไป ก็บรรยากาศโอเคนะคะ เป็นบาร์ชิว ๆ ติดทะเล ฝรั่งเยอะมาก แต่ดิชั้นไม่ Like ค่ะ เฉย ๆ เลยเดินออกมา แล้วให้เบลล่าจัดไปคนเดียว ชีก็เที่ยวของชีไป พวกเราก็เดินดูของบ้าง นั่งกิน นั่งพัก ถ่ายรูปเก๋ ๆ บ้างไรบ้าง แต่เสียดายมากค่ะ ทริปนี้รูปไม่ได้ถ่ายมาเยอะ ถ่ายมานิดเดียวเองเท่าที่เห็นนั่นแหละคะ ตระเวณราตรีเสร็จ เราก็กลับบ้านนอน จัดกระเป๋าเตรียมกลับวันรุ่งขึ้น
ลาแล้่วนะลังกาวี ...... งานเลี้ยงเลิกราแล้วค่ะ เช้าขึ้นมาทุกคนเตรียมตัว อาบน้ำ จัดกระเป๋าเสร็จสรรพ น้่าอินทร์พาไปกินข้าวที่ร้านก่อนจะขึ้นเรือกลับ เบลล่าได้หัดทำโรตีก่อนกลับ อิ่มหน่ำพุงตึงกันสุดริด
อ่อ ลืมเม้าไปค่ะ ทริปนี้ พวกเราขี้แตกกันเกือบทุกคนค่ะ ขี้บ่อย ท้องเสียบ่อย แต่ไม่แคร์ค่ะ กินข้าวกันเสร็จน้ามันก็ขับรถพาเราไปส่งที่ท่าเรือ ...................... มีเรื่องป่วนอีกแล้วคะ อะไรคะ ป่วนอะไรกันอีกคะ
เรื่องของเรื่องแบบนี้ค่ะ ถึงที่ท่าเรือ พวกเราก็ช๊อปโน่น ช๊อปนี่ ตามประสาก่อนที่จะกลับกัน บางคนก็หาไวฟายเพื่อเล่นเฟสเพื่อจะอัพรูป พอใกล้เวลาที่เราจะขึ้นเรือใช่มั้ยค่ะ ก็ให้เบลล่าไปตามน้องสอนมาเพื่อที่จะไปขึ้นเรือ แต่.............. นางเบลล่าชีไปยืนเล่นเนต ไปอัพรูปลงเฟส ให้วีวี่ไปตามอีกรอบ กว่าจะมา เหนือยค่ะ !!!! พอมาปุ๊บค่ะ ไปตรงตรวจคนเข้าเมืองโอเค เรียบร้อย แต่ ??? อะไรคะ อารายยยยย อีกค๊ะ
พวกเราไม่ได้จัดการเกี่ยวกับตั๋วขึ้นเรืออะไรสักอย่าง เลยทำให้ตกเรือ ทำเอาเจ้าหญิงอย่างดิชั้น วีนอินางเบลล่าเลยค่ะ เพราะตกเรือ และต้องรอเที่ยวต่อไปประมานอีกครึ่งวัน ไหวมั๊ยคะ เพียงเพื่อจะเล่นเฟสบุ๊ค ?? บอกตรงๆ ค่ะ ตอนนี้วีนมากจิง ๆ ไม่ไหวจริง ๆ กับความเชื่องช้า บ้าบอของเบลลล่า เลยต้องรอแถวนั้นไปอีกครึ่งวันค่ะ นั่งสตาร์บั๊คบ้าง แดกข้าวที่เคเอฟซีบ้างซึ่งรสชาติเหี้ยมากกกกกกกก แดกไม่ได้เลยจริง ๆ ค่ะ นั่งไป เล่นไป รอไป อารมณ์เสียไป ก็ถึงเวลากลับค่ะ ซึ่งถึงเวลาต้องลาลังกาวีแล้วจริง ๆ ซึ่งเป็นทริปที่ประทับใจ สนุกมาก ฮามาก ขำมาก จริง ๆ
ถ้ามีโอกาสคงได้เจอกันอีกนะ ... ลังกาวี !!!






























